Category Archive : ข่าวต่างประเทศ

คิม จอง-อึน ปรากฏตัวในรอบ 21 วัน สยบข่าวลือเสียชีวิต

วันนี้ 2 พ.ค. 63 สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานภารกิจ นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางไปยังเมืองซันช็อน ในจังหวัดพย็องอันใต้ ใกล้กับกรุงเปียงยาง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตปุ๋ยแห่งใหม่ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 21 วันของนายคิม จอง-อึน และเป็นการ “สยบข่าวลือ” ครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 6 ปี ว่าป่วยหนักจนอาจถึงแก่อสัญกรรม

คิม จอง-อึน เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตปุ๋ยแห่งใหม่

เคซีเอ็นเอ รายงานพร้อมเผยแพร่ภาพครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นการประชุมคณะกรรมาธิการระดับสูงของพรรคคนงาน แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวหายหน้าไป และไม่ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกครอบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 108 ของนายคิม อิล-ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและประธานาธิบดีตลอดกาล ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสคาดเดาไปต่างๆ นานา

ขณะที่ เดลี เอ็นเค ซึ่งเป็นหนึ่งในสื่ออิสระเกาะติดสถานการณ์ในเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จอง-อึน เข้ารับการผ่าตัดที่ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐรายงานเพิ่มว่า “อาการหนัก” ยิ่งเพิ่มการคาดการณ์ไปอีกว่า ท่านผู้นำแห่งเกาหลีเหนือ “ป่วยหนัก” หรือ “ถึงแก่อสัญกรรม” แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ฟันธงว่าข่าวของเดลี เอ็นเค เป็นเฟคนิวส์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือไม่เคยแสดงท่าทีต่อการวิจารณ์จากโลกภายนอก โดยเฉพาะที่มาจากสื่อตะวันตกและเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของผู้นำ ย้อนกลับไประหว่างเดือน ก.ย. ถึงต.ค. 2557 นายคิม จอง-อึน หายหน้าไปนาน 41 วัน ช่วงนั้นมีกระแสข่าวหนาหูเช่นกันว่า “ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว” แต่รัฐบาลเปียงยางไม่เคยแก้ข่าว จนกระทั่งนำเสนอภาพนายคิม จอง-อึน ลงพื้นที่และถือไม้เท้าด้วย และเกาหลีใต้เป็นผู้ให้ข้อมูลว่าผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเข้ารับการผ่าตัดที่เข่า

องค์การอนามัยโลก วอนหยุดเรียก โควิด-19 เป็นไวรัสจีน

ประเด็นน่าสนใจ

สำนักข่าวซินหัวรายงาน เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเตือนไม่ให้เรียกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ด้วยคำจำกัดความที่ไม่ถูกต้อง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันต่อสู้กับโรคดังกล่าว

โดยนายไมเคิล ไรอัน (Michael Ryan) ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขขององค์การอนามัยโลก กล่าวภายระหว่างงานแถลงข่าว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ว่า เชื้อไวรัสไม่รู้จักพรมแดน และมันไม่สนว่าคุณจะมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ใด มีผิวสีอะไร หรือมีเงินมากแค่ไหน

การพยายามสร้างความเชื่อมโยงเชื้อไวรัสเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรหลีกเลี่ยง เพราะขณะนี้เป็นเวลาที่เราทุกคนควรก้าวไปข้างหน้าเพื่อร่วมกันต่อสู้กับเชื้อไวรัส และไม่มีใครควรถูกกล่าวโทษจากเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นการตอบโต้นักการเมือง และประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ได้ทวีตข้อความโดยใช้คำว่า ‘เชื้อไวรัสจีน (Chinese Virus)’ แทนการเรียกว่าไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 หลายครั้ง จนทำให้หลายคนไม่พอใจ ต่างบอกเขาไม่ให้ใช้คำดังกล่า

สำหรับสถานการณ์การระบาดของไวรัสชนิดนี้ มียอดผู้ติดเชื้อในทั่วโลกสูงแตะ 244,601 ราย ครอบคลุมประเทศและภูมิภาค 160 แห่ง และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 10,032 ราย

แพทย์จีน ผู้เตือนไวรัสโคโรนา เสียชีวิตแล้ว

ประเด็นน่าสนใจ

เพจ อ้ายจง ได้มีการรายงานว่า นายแพทย์ หลี่ เหวินเหลียง วัย 34 ปี ซึ่งเป็น จนท.ทางการแพทย์ของจีนกลุ่มแรก ที่ออกมาโพสต์เตือนให้เฝ้าระวังไวรัสโคโรนา ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อเวลา 02.58 น. ตามเวลาประเทศจีน

หลังเจ้าตัวได้รับเชื้อและเข้ารักษาอาการป่วยจากเชื้อดังกล่าวในโรงพยาบาลกลางเมืองอู่ฮั่น และตลอดทั้งวันของวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวมาต่อเนื่องว่า คุณหมอรายนี้ยังมีเสียชีวิตอยู่ แต่อยู่ในภาวะวิกฤติ ทำให้ผู้คนที่ทราบข่าวต่างส่งใจให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยยื้อชีวิตได้ ความตายก็มาพรากคุณหมอรายดังกล่าวไปในที่สุด

โดยโรงพยาบาลกลางเมืองอู่ฮั่น ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ เว่ยป๋อ ว่า

“ในการต่อสู้กับการระบาดของโรคปอดบวมจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่ หมอหลี่ เหวินเหลียง จักษุแพทย์ของโรงพยาบาลเราโชคร้ายติดเชื้อ เขาจากไปแล้วแม้เราจะทุกความพยายามทั้งหมดเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้”

สำหรับ จักษุแพทย์ หลี่ เหวินเหลียง เป็น 1 ใน 8 หมอกลุ่มแรกที่พยายามเตือนสังคมเรื่องการปรากฏของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว คือ วันที่ 30 ธ.ค. 2562 ปีก่อน เขาส่งข้อความในกรุ๊ปแชตเตือนเพื่อนร่วมงานให้ระวังไวรัสปริศนาที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคซาร์ส เพราะมีผู้ป่วยถูกส่งมาโรงพยาบาลหลายรายแล้ว และกำลังถูกกักกัน

จากนั้นให้หลังเพียง 4 วัน หมอหลี่ และหมออีก 7 คนที่แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดโรค ถูกทางการให้ลงนามว่าไม่ให้เปิดเผยข่าวนี้อีก

จนกระทั่ง 10 ม.ค. 63 หมอหลี่ เริ่มมีอาการไอ วันต่อมามีไข้ ก่อนที่จะพบว่าเขาป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาจากหนึ่งในคนไข้ของเขา จากนั้นก็ได้เข้ารับรักษาอาการป่วยเรื่อยมา จนสุดท้ายมีอาการทรุดและเสียชีวิตในที่สุด

อิหร่านเตือนบางประเทศ ‘สอดแนม’ ซ้อมรบร่วมจีน-รัสเซีย

 

ประเด็นน่าสนใจ

เมื่อวันเสาร์(28 ..) สำนักข่าวทัสนีมรายงานว่าผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่านกล่าวเตือนนานาประเทศให้หลีกเลี่ยงการสอดแนมการซ้อมรบทางทะเลร่วมกันที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 ..) จีนรัสเซียและอิหร่านเริ่มฝึกซ้อมรบทางทะเลซึ่งจะกินระยะเวลาทั้งหมด4 วันในพื้นที่มหาสมุทรอินเดียและอ่าวโอมาน

ฮาบีโบลลาห์ซายารี(Habibollah Sayyari) รองผู้บัญชาการฝ่ายประสานงานแห่งกองทัพอิหร่านกล่าวว่าหลายประเทศกำลังพยายามสืบหาว่าการฝึกซ้อมร่วมครั้งนี้เป็นอย่างไรทั้งยังมีการลงมือสอดแนมอีกด้วย

ซายารีระบุว่าเราจะโจมตียานสอดแนมทุกลำที่รุกล้ำเข้ามาในเขตซ้อมรบ

กัมพูชา “สนับสนุนจุดยืน” ของจีนต่อสถานการณ์ฮ่องกง

ประเด็นน่าสนใจ

ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดบริกส์ ครั้งที่ 11 ณ ประเทศบราซิล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้แสดงจุดยืนของรัฐบาลจีนต่อสถานการณ์ในฮ่องกงโดยกล่าวว่า

“ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของฮ่องกงคือการยุติความรุนแรงและความวุ่นวาย พร้อมฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม”

เฟย์ สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า การแสดงจุดยืนของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถือเป็นเรื่องถูกต้องโดยสมบูรณ์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในฮ่องกง ที่ปรารถนาจะเห็นฮ่องกงกลับสู่ภาวะปกติ

ผมเชื่อว่าจุดยืนของเขาจะได้รับการต้อนรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของฮ่องกง

ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลฮ่องกงที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ เพื่อที่ประชาชนจะยังคงดำเนินชีวิตต่อได้อย่างผาสุก ได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มนักลงทุนคืนกลับมา รวมถึงสร้างความปลอดภัยมากขึ้นแก่บรรดานักท่องเที่ยว

โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวอีกว่า กัมพูชาสนับสนุนตำรวจฮ่องกงในการบังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนหน่วยงานตุลาการในการลงโทษอาชญากรที่ก่อความรุนแรงตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เขากระตุ้นให้ผู้ประท้วงหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านช่องทางทางกฎหมาย แทนที่จะหันไปใช้ความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของฮ่องกง

สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าว ต่อว่า การกระทำที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเหล่านั้นไม่ใช่การกระทำเพื่อประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความรุนแรง บางประเทศตะวันตกบางประเทศไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของจีน

โดยใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน พร้อมเสริมว่าการแทรกแซงของพวกเขามีแต่จะส่งผลให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น

มันเป็นเรื่องภายในของจีน ซึ่งบุคคลภายนอกไม่ควรพยายามเข้าไปสร้างความสับสนวุ่นวาย

นาทีรถแท็กซี่ขับพุ่งชนม็อบ กลุ่มผู้ประท้วงรุมประชาทัณฑ์คนขับ-ทุบรถเละ !! (ชมคลิป)

ประเด็นน่าสนใจ

จากสถานการณ์การประท้วงบนเกาะฮ่องกง ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 18 ซึ่งขณะนี้สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง โดยในระหว่างที่มีการประท้วงต่อต้านกฎหมายห้ามสวมหน้ากากในช่วงวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรถแท็กซี่สีขาว-แดงคันหนึ่ง พุ่งชนเข้าไปที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นบนถนนเฉิงชาหวัน ทำให้มีผู้ประท้วงหญิง 2 คนถูกชนและล้มลง โดยมีผู้ประท้วงคนหนึ่งถูกชนอัดอยู่ระหว่างรถกับร้านค้า

หลังจากนั้น คนขับแท็กซี่ถูกผู้ประท้วงจำนวนมาก เข้ามาปิดล้อม และทำร้ายคนขับรถแท็กซี่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนี้ยังมีผู้ประท้วงฟาดทำลายรถแท็กซี่จนพังยับเยิน

สถานการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลสูงฮ่องกง ปฏิเสธคำร้องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ 24 คน ที่ขอให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายห้ามการสวมหน้ากากเป็นการชั่วคราว แต่ศาลเห็นด้วยที่จะเร่งกระบวนการพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีสำคัญมากขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้

การยื่นคำร้องต่อศาลครั้งนี้ นับเป็นความพยายามครั้งที่ 2 เพื่อยับยั้งกฎหมายดังกล่าว หลังจากการพยายามในครั้งแรกล้มเหลว เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นางแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประกาศห้ามการสวมหน้ากา

ผู้ประท้วงรายหนึ่ง กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า กฎหมายห้ามการสวมหน้ากาเป็นเพียงขั้นตอนแรก และเขากังวลว่ารัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมภายใต้คำสั่งฉุกเฉินนี้

กฎหมายห้ามการสวมหน้ากากมีผลบังคับใช้เมื่อเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความรุนแรงและการทำลายทรัพย์สินอย่างเป็นบริเวณกว้างทั่วฮ่องกง รวมถึงการจุดไฟเผาและการทำร้ายร่างกายตำรวจนอกเวลาปฏิบัติงาน ที่ได้ยิงกระสุนจริงใส่เด็กชายวัย 14 ปี จนได้รับบาดเจ็บ เพื่อป้องกันตัวเอง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงโจมตีผู้ประท้วงด้วยกระบอง และยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ประท้วงในหลายพื้นที่ ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงตอบโต้ด้วยการขว้างก้อนอิฐและปาระเบิดขวดใส่ตำรวจโดยตำรวจระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมกันอย่างผิดกฎหมาย และปิดกั้นถนนสำคัญหลายเส้น

ที่มา www.mirror.co.uk

บริษัทญี่ปุ่นปิดตำนานผู้ให้บริการ “เพจเจอร์” รายสุดท้าย

ประเด็นน่าสนใจ

บริษัท โตเกียว เทเลเมสเซจ ผู้ให้บริการเพจเจอร์รายสุดท้ายในญี่ปุ่น ปิดสัญญาณวิทยุและยุติการให้บริการส่งข้อความทาง “Pokeberu” (โปเกะเบรุ) ซึ่งก็คือ เพจเจอร์” ในภาษาญี่ปุ่น สำหรับบุคคลธรรมดา ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันที่ 30 กันยายน ที่นับเป็นการปิดฉากธุรกิจดังกล่าว ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 50 ปี

โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน หรือ 1 วันก่อนการยุติบริการ สมาคมฌาปณกิจโตเกียวได้ตั้งเต็นท์ใกล้ๆกับสถานีรถไฟอากิฮาบาระ เพื่อทำพิธีรำลึกให้กับเพจเจอร์ โดยสถานีรถไฟดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในฐานะเมกกะแห่งเทคโนโลยีญี่ปุ่น โดยเปิดให้คนทั่วไปได้ร่วมไว้อาลัย วางดอกไม้และโค้งคำนับ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน

ขณะที่ข้อความที่แสดงบนหน้าจอของภาพอำลาอาลัยเพจเจอร์นี้คือเลข “1141064” ซึ่งอ่านได้ว่า “Aishiteru” (ไอชิเตรุ) แปลว่า “ฉันรักเธอ” ทั้งนี้ เพราะภาษาญี่ปุ่นสามารถถอดเสียงออกจากตัวเลขคล้ายรหัสลับได้นั่นเอง

สำหรับธุรกิจรับส่งข้อความด้วยเพจเจอร์ของญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นในปี 1968 โดยในระยะแรก กลุ่มลูกค้าหลัก คือบริษัทต่างๆ ที่ต้องติดต่อกับพนักงานฝ่ายขาย ซึ่งต้องอยู่นอกสำนักงานเกือบตลอดเวลา จนกระทั่งปลายทศวรรษ 1980 ความนิยมใช้เพจเจอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว

ในปี 1996 จำนวนผู้ใช้เพจเจอร์เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 10 ล้านคน และกลายเป็นสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมในหมู่เด็กนักเรียนหญิง
แต่หลังจากการเข้ามาของโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจเพจเจอร์ได้คลายความนิยมลงเรื่อยๆ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ยังคงใช้บริการ คือ ผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาล เนื่องจากความกังวลเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเครื่องมือแพทย์

ประท้วงอิรักนองเลือด ! ม็อบปะทะตำรวจเสียชีวิตเฉียด 100 รายแล้ว

ประเด็นน่าสนใจ

ประชาชนในอิรักเป็นจำนวนมาก ออกมาเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านรัฐบาล จากความไม่พอใจเรื่องปัญหาการทุจริต การว่างงาน ไปจนถึงบริการสาธารณะที่ย่ำแย่ ซึ่งขณะนี้มีการประท้วงเข้าสู่วันที่ 5

โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 93 รายแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องจากกองกำลังความมั่นคงใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม

ทั้งนี้ในเมืองทางตอนใต้ของประเทศ ทั้งเมืองอามารา, ดีวานิยา และ ฮิลลา ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์เป็นเมืองที่เกิดเหตุปะทะรุนแรงที่สุด

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อาเดล อับเดล มาห์ดี พยายามจะควบคุมการประท้วงด้วยมาตรการเคอร์ฟิวและการระงับบริการอินเทอร์เน็ตแต่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ จึงตัดสินใจยกเลิกคำสั่งเคอร์ฟิวในตอนกลางวัน ก่อนที่กลุ่มผู้ประท้วงจะออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในกรุงแบกแดด และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง

ส่วนทางด้านองค์การสหประชาชาติออกมาประณามความรุนแรงในระหว่างการประท้วง และประกาศกร้าวว่า รัฐบาลอิรักต้องหยุดยั้งความรุนแรงในทันที

อย่างไรก็ตาม เหตุความไม่สงบจากการประท้วงในอิรัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 3,000 คน ขณะที่มีผู้ประท้วงถูกตำรวจจับกุมทั้งสิ้น 540 ราย ซึ่งจนถึงตอนนี้เกือบ 200 คนยังอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่

ที่มา www.aljazeera.com

 

เครื่องบินขนส่งตก เหตุเพราะน้ำมันหมด ทำคนเสียชีวิต 5 ราย

ประเด็นน่าสนใจ

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ที่ยูเครน ได้เกิดเหตุสลดขึ้น เมื่อเครื่องบินขนส่งสินค้าประสบอุบัติเหตุตกในพื้นที่ใกล้กับสนามบินลวีฟ ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกประเทศ เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 5 ราย ขณะที่อีก 3 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส

เครื่องบินตก
เครื่องบินยูเครนน้ำมันหมด ตกกระแทกพื้น

ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่า สาเหตุของเครื่องบินโหม่งพื้นโลกในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเหตุน้ำมันหมด ตั้งแต่ยังไม่ทันถึงพื้น ระหว่างที่นักบินขอนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน ทำให้ไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ จนเครื่องตกกระแทกพื้น และเป็นเหตุทำให้ผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บดังกล่าว จากนี้ทางเจ้าหน้าที่เตรียมจะสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง

ขณะที่รายงานเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเครื่องบินขนส่งลำดังกล่าวได้ขึ้นบินจากสนามบินในสเปนเพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศตุรกี แต่ระหว่างทางเครื่องได้หายไปจากจอเรดาห์หลังจากบินเข้าใกล้สนามบินลวีฟในรัศมี 13.7 กิโลเมตร ก่อนที่เวลาต่อมาไม่นานศูนย์ควบคุมการบินได้รับวิทยุว่า เครื่องได้ตกยังที่เกิดเหตุ จึงได้ประสานเข้าไปตรวจสอบและช่วยชีวิตผู้บาด

นักท่องเที่ยวลดฮวบ เซ่นพิษประท้วงรุนแรงในฮ่องกง

ประเด็นน่าสนใจ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างอิงเจ้าของธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐบาลฮ่องกง ระบุว่า ธุรกิจหลายประเภทในฮ่องกงเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง หลังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลรุนแรงต่อเนื่องมานานเกือบ 4 เดือน ทำให้สนามบิน, ผับบาร์, สถานีรถไฟใต้ดิน และถนนหลายแห่ง ต้องปิดทำการบ่อยครั้งเนื่องจากเกิดเหตุความไม่สงบ

นายเรย์มอนด์ หม่า พนักงานขับรถของอูเบอร์ กล่าวว่า รายได้ของเขาต่ำลงราวครึ่งหนึ่ง หรืออาจมากกว่านั้น ทั้งที่รายจ่ายของเขาเท่าเดิม ชัดเจนมากว่าได้รับผลกระทบหนัก ผู้คนก็นั่งแท็กซี่น้อยลงมาก

รัฐบาลฮ่องกงระบุว่า ยอดการค้าปลีกในเดือนสิงหาคม ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงและตำรวจ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วแหล่งช้อปปิ้งในฮ่องกงหลายครั้ง

คณะกรรมการการท่องเที่ยวฮ่องกง ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลงในสัดส่วนร้อยละ 39.1 มาอยู่ที่จำนวน 3,590,00คน ซึ่งลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2546 ที่เกิดการระบาดของโรคซาส์ ยอดนักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคม ลดลงจากเดือนกรกฎาคมร้อยละ 30.9 ส่วนในเดือนเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ลดลงร้อยละ 42.3

การประท้วงในฮ่องกงเริ่มขึ้นด้วยการต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งชาวฮ่องกงกังวลว่าอาจทำให้ชาวฮ่องกงถูกส่งตัวไปพิจารณาคดีที่จีน และกฎหมายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือจัดการกับผู้ที่ต่อต้านจีน ต่อมาการประท้วงได้ยกระดับเป็นการต่อต้านการใช้ความรุนแรงของตำรวจและเรียกร้องประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม เหตุประท้วงในฮ่องกง เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง