Category Archive : ข่าวการเมือง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แนะรัฐใช้หลักการ 5 ข้อ แก้การระบาดไวรัสโควิด-19

ประเด็นน่าสนใจ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอการบริหารจัดการวิกฤติ COVID-19 โดยต้องใช้หลักการ 5 ข้อที่ตนย่อออกมาเรียกว่า C-O-V-I-D มาแก้ไขปัญหา ดังนี้

“Check point – จุดตรวจคัดกรองโรค”

โรคระบาดเป็นเรื่องภัยมั่นคงทั้งของประเทศชาติและมนุษยชาติ ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามไม่ต่างจากภัยอื่นๆ ตัวอย่างการระบาดของโรค Ebola ที่ประเทศคองโก มีการตั้งจุดตรวจตามหัวเมืองสำคัญๆ ทำให้สามารถคัดแยกผู้ป่วยได้

ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทย ตามข่าวมีผู้ป่วย COVID-19 สามารถไปมาจากพัทยาถึงเพชรบูรณ์ จากเชียงใหม่ถึงหาดใหญ่ โดยไม่มีคนหรือเทคโนโลยีสุ่มตรวจ ตามท้องถนน “เชิงรุก” เสมือนภัยพิบัติระดับชาติอื่นๆ

หนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้คือการตั้งจุดตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างกว้างขวาง โดยทำให้ผู้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ตามแนวทาง WHO

ต้องเน้นการ drive through หรือการกระจายจุดตรวจย่อยทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมารวมตัวและรอกันที่โรงพยาบาลหลายชั่วโมงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

เพราะการรอคิวในโรงพยาบาลถือเป็นจุดเสี่ยงอีกจุดหนึ่งที่จะแพร่กระจายเชื้อกันได้ การมีจุดตรวจย่อยมากเพียงพอก็จะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ลงไปได้

“One Voice – สื่อสารเสียงเดียว”

การสื่อสารในช่วงการบริหารจัดการวิกฤติ (crisis management) เป็นสิ่งสำคัญเพราะในช่วงวิกฤติจะเต็มไปด้วยคำถาม ข้อสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือที่จะสร้างความสับสัน และตื่นตระหนก จนอาจนำไปสู่ความวุ่ยวาย และความโกรธแค้นได้

ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรวมศูนย์การสื่อสารอย่างเป็นทางการไว้ที่แหล่งเดียวหรือคนเดียว เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่สับสนและคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกในสังคมได้

เช่น ในปี 2014 การระบาดของโรค Ebola ที่มี Barack Obama ประธานาธิบดีเป็นผู้แถลง หรือเหตุการณ์ช่วยชีวิต 13 หมูป่าออกจากถ้ำที่จังหวัดเชียงรายที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร เป็นผู้สื่อสารหลักเพียงท่านเดียว

“Vaccine – พัฒนาวัคซีน”

ในขณะที่ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กำลังทุ่มทุนค้นคว้าและผลิตวัคซีนต้านไวรัส ประเทศไทยกำลังทำอะไรอยู่? ประเทศเรามีบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีศักยภาพสูง

แต่ปีหนึ่งๆ เราลงทุนกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพียงแค่ 8,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.06% ของ GDP มากกว่าเกณฑ์ของ WHO เพียงเล็กน้อย ถ้าเราเพิ่มงบอีกเท่าหนึ่ง 8,000 ล้านบาท เราก็สามารถสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพ มีงานเพิ่มขึ้น มีงบวิจัยเพิ่มขึ้น

มีห้องทดลองและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งผลที่ประเทศไทยจะได้รับไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจที่เราจะมีลูกค้าหลายล้านคนจากทั่วโลก แต่เรายังเป็นความหวังของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่พวกเขาต่างรอคอยให้คนที่เขารักหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย

“Isolation – การแยกตัว”

หรือการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เป็นมาตรการหลักที่รัฐบาลทั่วโลกใช้เพื่อชะลออัตราการแพร่ระบาดไม่ให้รวดเร็วจนเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุขหรือเรียกว่า “การทำให้กราฟชันน้อยลง” (Flatten the curve)

ในประเทศไทยยังมีปัญหาว่าการกักตัวยังสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เมื่อแรงงานไทยที่มาจากต่างประเทศถูกกักตัวใน ขณะที่ชาวต่างชาติที่มาในเครื่องบินเดียวกันไม่ถูกกักตัว หรือพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ ค้าขาย

หรือเป็นลูกจ้างรายวัน คงไม่มีโอกาสที่จะทำตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมได้ หากไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย เช่น หากต้องหยุดงานเพื่อดูอาการถึง 14 วัน แล้วจะยังได้รับค่าตอบแทนจากนายจ้างหรือไม่ อย่างไร

นอกเหนือจากนั้น พวกเรา ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี ผู้ที่มีอภิสิทธิ์มากกว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ควรปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์ของสังคม ในการกักตัวเองและทำตามมาตรการ Social Distancing อย่างเคร่งครัด

หากเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีความใกล้ชิดกับคนกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชนว่ามาตรการดังกล่าวมีความเท่าเทียมกัน และจูงใจให้พี่น้องประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญ ให้มีวินัย กับมาตรการดังกล่าวมากขึ้น

“Data – บูรณาการข้อมูล”

รัฐบาลไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการวิกฤติ ภายในวันเดียว รัฐบาลไต้หวันสามารถรวมข้อมูลจากสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Insurance Administration) และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Agency)

เพื่อค้นหาบุคคลและประวัติการเดินทาง 14 วันที่ผ่านมาของผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งให้รัฐสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยและสามารถให้คนที่มีความเสี่ยงสูงกักตัวเองอยู่ในบ้าน และติดตามความเคลื่อนไหวผ่านโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังทำเว็บไซต์แผนที่แสดงจุดจำหน่วยหน้ากากอนามัยแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ประชาชนหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ ผลเสียของโรค COVID จะลามไปถึงเศรษฐกิจ มีหลายสำนักได้ออกมาฟันธงแล้วว่า GDP จะติดลบ -0.8 ถึง 1% สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อศูนย์กลางของโรค COVID ได้ย้ายไปอยู่ที่ยุโรป

ซึ่งเมื่อเริ่มดูสภาพเศรษฐกิจ ภาวะหนี้ของธนาคารขนาดใหญ่ นโยบายของ ECB แล้ว พวกเราคงต้องคิดแล้วว่า ถ้าผล “Aftermath” ของ COVID จะอยู่กับพวกเราไปอีก 1 ปี เราจะรับมือกันอย่างไร ใช้งบประมาณแค่ไหน วางทัพกันอย่างไร

ถ้าเราผ่านวิกฤตินี้กันไปได้ เราลงทุนในแผนสู้กับโรคระบาดในครั้งนี้ จะไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแน่นอน โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การวางแผนตั้งด่านบนท้องถนน การตั้งศูนย์ระบบ การสื่อสารกับประชาชน การลงทุนในวิทยาศาสตร์การแพทย์

การพัฒนาวัคซีน การซักซ้อมการแยกตัวของประชาชน การบูรณาการข้อมูลแบบรัฐบาลต่างชาติ จะเป็นการใช้งบประมาณ การลงทุนที่ทำให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตนี้ไปได้ และเราจะเข้มแข็งขึ้น

ปารีณา โพสต์พร้อมสู้คดีที่ดินรุกป่า ลั่นหากผิดก็ขอติดคุก ไม่หนีไปต่างประเทศ

ประเด็นน่าสนใจ

น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี จากพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นถึงความคืบหน้าในคดีการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติฯ กว่า 46 ไร่ และครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก.โดยมิชอบกว่า 682 ไร่

จากการปลูกสร้างโรงเรือนทำฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังจาก นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เตรียมเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวในวันที่ 12 ก.พ. นี้ ว่า ตนจะขอต่อสู้ในเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด หากพบว่ามีความผิดจริงก็พร้อมถูกดำเนินคดี และยอมติดคุกไม่หนีไปไหน

#ปารีณาบุกรุกป่าหรือไม่ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดเฝ้ารออยู่
#ติดคุกหรือตั้งศูนย์ให้ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันความบริสุทธิ์ไม่เคยบุกรุกป่า และคดีของดิฉันเกิดขึ้นมากมายทั่วแผ่นดิน คือการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ก็ไม่คิดว่าตนเองจะเป็นอีกหนึ่งคนที่จะต้องมาสู้คดีที่ดินนี้ และจะสู้คดีที่ดินนี้กับพี่ทศพลให้ถึงที่สุด

หากผิดจริง ยินดีติดคุกไม่หนีไปต่างประเทศ หากไม่ผิดจะเปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกคนที่กำลังต่อสู้คดีที่ดินกับรัฐ ขอบคุณพรรคพลังประชารัฐส่งพี่ทศพลมาเป็นทนาย

ทำให้รู้เรื่องกฏหมายต่างๆ มาก จะนำความรู้ทางกฏหมายในครั้งนี้ และประสบการณ์ในครั้งนี้ไปเป็นประโยชน์กับประชาชนในอนาคตอย่างแน่นอน

#เชื่อใจผู้หญิงคนนี้ #ผู้แทนฯที่อุทิศชีวิตตนเองรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง #ปารีณาไม่เชิญก็ไปมีอะไรก็มา

เปิดฉายาสภา ปี 62 จากสื่อประจำสภา ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

ประเด็นน่าสนใจ

หลังจากที่เว้นวรรคการตั้งฉายารัฐสภาไปเป็นเวลาประมาณ 5 ปี มาในปี 2562 สื่อมวลชนประจำรัฐสภาได้มีความเห็นร่วมกันที่จะตั้งฉายาสภาอีกครั้ง ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ยังคงเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในรอบปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในทางการเมืองแต่อย่างใด สำหรับฉายาสภาที่สื่อมวลชนได้ระดมสมองออกมานั้นมีบทสรุป ดังนี้

1.เหตุการณ์แห่งปี : “สภาล่ม”

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง 2 วันติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. และ 28 พ.ย.62 ระหว่างการพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตาม มาตรา 44 ปฐมเหตุเริ่มมาจากการที่ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตให้กับฝ่ายค้าน

ซึ่งจะต้องนำมาสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แต่ปรากฎว่าส.ส.รัฐบาลใช้เสียงข้างมากจนนำมาสู่การนับคะแนนใหม่ โดยก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องมีการนับองค์ประชุมก่อน ทว่ามีส.ส.ร่วมเป็นองค์ประชุม 92 คน แม้จะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันถัดไป แต่ก็ยังมีส.ส.เพียง 240 คนไม่ครบองค์ประชุม นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียให้กับสภาฯในยุคของ นายชวน หลีกภัย ที่พยายามจะยกระดับมาตรฐานของสภาให้กลับมาเป็นความหวังของประชาชน

2.สภาผู้แทนราษฎร : “ดงงูเห่า”

การหายไปของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวลากว่า 5 ปี ทำให้สภาผู้แทนราษฎรถูกตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนสมดั่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้ แต่จะด้วยผลกระทบจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพหรือเป็นนิสัยส่วนบุคคล ถึงได้เป็นช่องทางที่ทำให้ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “งูเห่า” ไม่ว่าจะเป็นการประกาศตัวเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” เพื่อตรวจสอบรัฐบาล

แต่เมื่อผ่านไปสักระยะก็ยุติการเป็นฝ่ายอิสระ ไปจนถึงการลงคะแนนสวนทางกลับมติของพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)โอนอัตรากำลังพล ไปจนถึงการร่วมเป็นองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะลงมติล้มไม่ให้เกิดการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญศึกษา มาตรา 44 ได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งตราบใดรัฐบาลยังมีเสียงปริ่มน้ำและต้องยืมมือฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้ สภาผู้แทนราษฎรคงไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชาชนให้สมดังเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นเพียง “ดงงูเห่า”ที่คอยแว้งฉกกันเองเท่านั้น

3.วุฒิสภา : “สภาทหารเกณฑ์”

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้มีวุฒิสภาแบบพิเศษขึ้นมา กล่าวคือ แม้รัฐธรรมนูญจะหมวดว่าด้วยวุฒิสภาที่ให้มีการลงคะแนนเลือกกันเองจากบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพ แต่ใน 5 ปีแรกกลับให้ ส.ว.มาจากการเลือกของ คสช.รวมกับผู้บัญชาเหล่าทัพโดยตำแหน่งเป็นจำนวน 250 คน

ไม่เพียงเท่านี้ ส.ว.ชุดปัจจุบันจำนวนไม่น้อยมาจากบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสนช. ที่คสช.เคยแต่งตั้งอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้ส.ว.เปรียบเสมือนเป็นทหารที่ถูก คสช.เกณฑ์เข้ามาที่ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกเท่านั้นแต่ยังอีกภารกิจ คือ การสานต่องานของ คสช.ให้จบ โดยเริ่มให้เห็นแล้วจากการพร้อมใจเทคะแนนเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยและในอนาคตกำลังจะมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจต่อไป

4.ประธานสภาผู้แทนราษฎร : “มีดโกนขึ้นสนิม”

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในตำนานการเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยเป็นส.ส.ที่มีพรรษาทางการเมืองมากที่สุด และมีบารมีเต็มเปี่ยมจนได้กลับเข้ามาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง แม้จะมีความตั้งใจจะให้ประชาชนกลับมาศรัทธาต่อสภา

แต่เอาเข้าจริงมีดโกนอาบน้ำผึ้งที่เคยบาดลึกแหลมกำลังขึ้นสนิมอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสภาได้ เช่น การวินิจฉัย เรื่องการนับคะแนนใหม่ในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญศึกษามาตรา 44 จนนำมาสู่เหตุการณ์สภาล่ม ไปจนถึงการพยายามลอยตัวกับปัญหาต่างๆอย่างความขัดแย้งในคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญหลายคณะ ทั้งๆที่เป็นผู้นำสูงสุดของสภา อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นมีดโกนขึ้นสนิมที่อาจฟันอะไรไม่ขาดเสียทีเดียว แต่หากใครได้โดนแล้วแน่นอนว่ายังต้องรู้สึกเจ็บและต้องรีบฉีดยากันบาดทะยัก เพราะวาจาของนายหัวเมืองตรังยังเจ็บจี๊ดไม่เคยเปลี่ยนแปลง

5.ประธานวุฒิสภา : “ค้อนยาง”

เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนจะขึ้นมาเป็นประธานวุฒิสภานายพรเพชร วิชิตชลชัย เคยดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาก่อน ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เมื่อมาทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภา ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่เคยมีนั้นได้เลือนหายไป ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้สมาชิกรัฐสภาไม่ยำเกรงในบารมีของประธานวุฒิสภา ดังจะเห็นได้จากการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณานโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

เพราะปรากฏว่าทุกครั้งที่นายพรเพชรขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมในฐานะรองประธานรัฐสภา จะถูกส.ส.ลองของจนควบคุมการประชุมไม่ได้ โดยเฉพาะการปะทะคารมกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และนำมาซึ่งความวุ่นวายกลางที่ประชุม แม้ประธานวุฒิสภาจะพยายามใช้ค้อนทุบบนโต๊ะเพื่อหวังให้เกิดความสงบ แต่กลับได้ผลตรงข้าม จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า “ค้อนไม้”ที่นายพรเพชรถือไว้ในมือนั้นเป็นเพียงแค่ “ค้อนยาง”เท่านั้น

6.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร : “ขนมจีนไร้น้ำยา”

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯในภาวะที่ฝ่ายค้านไม่ได้เป็นลูกไล่รัฐบาลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมีเสียงในสภาที่สูสีกับฝ่ายรัฐบาล ถึงขนาดที่ฝ่ายค้านเคยโหวตชนะฝ่ายรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อครั้งพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาผลกระทบจากประกาศและคำสั่งของ คสช.ตามมาตรา 44

ทว่าฝ่ายค้านยังไม่อาจแสดงศักยภาพในการตรวจสอบรัฐบาลให้เป็นที่ประจักษ์ เมื่อเทียบกับผู้นำฝ่ายค้านฯในอดีตหลายคนก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังไม่ปรากฎบทบาทการเป็นผู้นำเพื่อให้การทำงานของสภาฯเกิดความสมานฉันท์และเป็นที่จดจำ จึงไม่ต่างอะไรกับ “ขนมจีน”ที่ดูน่ารับประทาน แต่เมื่อ “ไร้น้ำยา”รสเลิศแล้วก็ทำให้ขนมจีนจานนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของใคร

7.วาทะแห่งปี : “ตัดพี่ตัดน้อง”

วาทะนี้เป็นของพล.อ.ประยุทธ์ ที่พูดกลางที่ประชุมรัฐสภาระหว่างการนำเสนอนโยบายของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สุจริตของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย

โดยพล.อ.ประยุทธ์ ตอบโต้ว่า “เรารู้จักกันมานาน ท่านเป็นรุ่นพี่ผม แต่งงานวันเดียวกัน แต่วันนี้ไม่ถือว่าเป็นรุ่นพี่อีกแล้ว เพราะท่านไม่เกียรติผม เคยพูดว่าจะชักปืนยิงผม ถ้ายิงจริง ท่านก็ติดคุกไปแล้ว ท่านพูดจาหยาบคาย เหรียญรามาผมก็ได้ แต่ไม่เคยอวดอ้างอำนาจ ให้ไปทบทวนตัวเอง” จากการตัดพี่ตัดน้องในวันนั้นทำให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านทวีความดุเดือดนับจากนั้นเป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

8.คู่กัดแห่งปี : ปารีณา VS พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสองคนนี้เป็นมวยถูกคู่ แม้ว่าจะต่างวัยกันก็ตาม เอ๋ – ปารีณา ไกรคุปตส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกพรรคส่งมาเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน เพื่อปกป้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ภายหลังพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามเชิญนายกฯมาชี้แจงต่อ กมธ. ป.ป.ช. แต่ปารีณาพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ถึงขั้นมีการผัดกันยื่นเรื่องให้ตรวจสอบกันเองภายในกมธ.จนงานอื่นๆของกมธ.เดินหน้าไม่ได้และกรรมาธิการหลายคนทยอยลาออก เพราะไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ดังนั้น การปะ ฉะ ดะ ของส.ส.สาวและอดีตนายตำรวจ จึงมีแต่เพียงการวิวาทะเท่านั้น หาแก่นสารไม่ได้แต่อย่างใด

9.ดาวเด่น : ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

จากคนที่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนอกสภา แล้ววันหนึ่งก็ได้เดินเข้าสภาในนามพรรคอนาคตใหม่ เหตุผลหลักที่ทำให้ “อาจารย์ป๊อก” ได้รับตำแหน่งดังกล่าว คือ การเปิดประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่ครบถ้อยคำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นประเด็นที่สังคมแสวงหาความชัดเจนจากรัฐบาลมาร่วมเดือน จนนำมาสู่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เพียงเท่านี้ตลอดการทำหน้าที่อภิปรายในสภาไม่ได้ใช้แต่เพียงวาทะศิลป์เท่านั้น เพราะทุกถ้อยคำล้วนมีเหตุผลทางวิชาการและกฎหมายรองรับ จึงทำให้คว้าตำแหน่งนี้ไปอย่างลอยลำด้วยความหวังว่าเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่จะสามารถรักษามาตรฐานที่วางไว้ไปให้ตลอด

10.ดาวดับ : ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

เมื่อมีดาวเด่นก็ต้องมีดาวดับ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น คือ “เอ๋ – ปารีณา” เป็นที่ทราบกันดีว่าส.ส.เมืองโอ่งรายนี้ได้สร้างกระแสในแง่ลบผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นระยะ แม้จะแสดงบทบาทในการตรวจสอบการถือครองที่ดินของมารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่กลับเป็นคนที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบเสียเองในเรื่องการถือครองที่ดินที่ จ.ราชบุรี

ทั้งๆที่มีตำแหน่งเป็นกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) ซึ่งทุกครั้งที่ถูกผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความโปร่งใส กลับพยายามบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง ถึงขนาดที่กล่าวอ้างว่าได้ทำเอ็มโอยูกับนักข่าวที่จะยุติการสัมภาษณ์เรื่องนี้แล้ว โดยไม่มีหลักฐาน จึงไม่แปลกที่สื่อมวลชนได้เทคะแนนให้กับน.ส.ปารีณาด้วยความหวังจะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในอนาคต

11.คนดีศรีสภา : ไม่มีผู้เหมาะสม

ผลโพลเผย คนแนะนักการเมืองควรแก้นิสัยตัวเอง ก่อน รธน.

ประเด็นน่าสนใจ

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลสำรวจเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ กับ แก้นิสัย ส.ส.” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 92.5 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ในขณะที่เพียงร้อยละ 7.5 เคยอ่าน

และเมื่อถามความเห็นว่า นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไรระหว่าง แก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ กับ แก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.8 คิดว่านักการเมืองจะแก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ ในขณะที่ร้อยละ 15.2 คิดว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

ทั้งนี้ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ร้อยละ 86.5 คิดว่าควรแก้นิสัย ส.ส.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เพราะ ส.ส.ยังมีภาพลักษณ์แย่ ๆ เหมือนเดิม ชอบขู่ วางอำนาจ ท้าตีท้าต่อย ก่อความขัดแย้งในสังคม ทำตัวอดอยากหิวโหยมาหลายปี

วิ่งเต้นเบื้องหลัง เป็นอีแอบ ล็อบบี้ ส่อคดโกง หาผลประโยชน์ มุ่งมาเอาทุนคืน ในขณะที่ร้อยละ 13.5 คิดว่าควรแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพราะอยากได้รัฐธรรมนูญแบบปี 40 และต้องการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นต้น

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.7 คิดว่าปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมได้ โดยพบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.9 เชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ร้อยละ 42.8 ระบุอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ในขณะที่ ร้อยละ 2.3 ไม่เชื่อ

“แรมโบ้อีสาน” รับหนังสืองานแรก หลังรับตําแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

ที่ ด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมกลุ่มผู้ที่ใช้แรงงานจาก องค์กรแรงงาน อันประกอบด้วย สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน กลุ่มสหภาพแรงงาน สภาแรงงาน และองค์กรพัฒนาเอกชน ประมาณ 200 คน เพื่อยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงข้อเรียกร้องต่างๆ

ทั้งนี้ หลังจากเมื่อช่วงเช้าได้นัดรวมตัวที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเคลื่อนขบวนรณรงค์ไปบนถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งผู้รวมเดินขบวนได้ถือป้ายรณรงค์เป็นข้อความต่างๆ ไปยังทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตู 5 แต่ตั้งขบวนได้แค่ด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

ในเวลาต่อมา นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เจ้าของฉายา “แรมโบ้อีสาน” อดีต ส.ส.โคราช และอดีตแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งได้รับมอบหมายให้อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

ได้เดินทางมา รับหนังสือจาก นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นตัวแทนจาก คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ร่วมกับ สมาพันธ์แรงงออานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมวันงานที่มีคุณค่าสากล (World Day for Decent Work) ปีนี้ได้จัดกิจกรรมตรงกับวันที่ 7 ตุลาคม 2562 เพื่อการรณรงค์ให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณค่าในสถานที่ทำงาน

ซึ่งแรงงานทั่วโลกในทุกภาคส่วน แรงงานในระบบ นอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ ต่างก็ออกทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างการรับรู้ และการผลักดัน ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานอย่างมีคุณค่าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

‘ธนกร’ โร่แจ้งความ ปอท. ถูกข่าวปลอมเล่นงาน

ประเด็นน่าสนใจ

วันที่ 7 ต.ค.62 เวลา 10.30 น. ที่ บก.ปอท. นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. โฆษก บก.ปอท. พ.ต.ท.กฤช เสนียวงศ์ ณ อยุธยา รอง ผกก.3 บก.ปอท. ร.ต.อ.สุโกศล ทองแกมแก้ว รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความกรณีมีกลุ่มบุคคลนำข้อมูล และรูปภาพ รวมถึงข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับตนไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กและสื่อโชเชียลมีเดียอื่น ๆ โดยมีข้อความระบุว่า

“สิบล้อพลิกคว่ำที่เพชรบุรี ยาไอช์เกลื่อนถนนมูลค่านับพันล้าน แต่นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ บอกว่าเป็นสารส้มบดไม่ใช่ยาไอซ์ คนก่นด่ากันทั้งประเทศฯ”

ทั้งนี้นายธนกรระบุว่า ข้อความดังกล่าวอยู่บนรูปภาพตน ซึ่งตนไม่เคยพูดข้อความดังกล่าว หรือให้ข่าวแก่ผู้ใดด้วยถ้อยคำดังกล่าวเลย การกระทำดังกล่าวเป็นการให้ร้ายที่ทำให้ตนเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้ผลิต ผู้เผยแพร่ และผู้ส่งต่อมีความผิดตาม ป.อาญา และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม นายธนกร เปิดเผยอีกว่า ตนต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายอย่างร้ายแรง และไม่สามารถที่จะยอมรับได้ จึงจำเป็นต้องแจ้งความและดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนถึงที่สุด เพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีต่อไป และขอให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวเลิกพฤติกรรมใส่ร้ายตนด้วย

มธ. เตรียมจัดงาน รำลึก 6 ตุลาฯ 2519

ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ เจ้าหน้าที่ประดับดอกไม้สดบริเวณ ณ ประติมานุสรณ์ “๖ ตุลาคม ๒๕๑๙” เพื่อจัดเตรียมงาน “ครบรอบ 43 ปี 6 ตุลาฯ 2519” ประจำปี 2562 เพื่อร่วมรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

โดยภายในงานจะมีการจัดกิจกรรมมากมาย นับตั้งแต่ในภาคเช้า ที่ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย” ได้แก่ พิธีทําบุญตักบาตรพระสงฆ์ จํานวน 15 รูป พิธีวางพวงมาลาและดอกไม้ ณ ประติมานุสรณ์ “6 ตุลาคม 2519”

ปาฐกถารําลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 พิธีมอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” และ ณ หอประชุมศรีบูรพา พบกับการเสวนาวิชาการหัวข้อ “จาก 6 ตุลา 2519 ถึงวิกฤตการเมืองร่วมสมัย: สู่ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า เรายังคงฆ่ากัน”

โดย อาจารย์ ดร.ธนาริ โชติประดิษฐ คุณพูนสุข พูนสุขเจริญ อาจารย์ ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว และคุณนวลน้อย ธรรมเสถียร การฉายภาพยนตร์สั้น เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 การแสดงละครใบ้

ทั้งนี้มีการแสดงดนตรีแร็พ การโต้สาระวาที่จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ หัวข้อ “เปิดเสรีให้สื่อไทย เป็นภัยกว่าให้รัฐควบคุม” โดย ชมรมปาฐกถามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ October Talk

โดยนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ต 43 ปี 6 ตุลาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเรียนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมในวัน เวลา และสถานท่ี ดังกล่าว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายกฯพอใจ มาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” พร้อมพิจารณา เฟส 2

ประเด็นน่าสนใจ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวในรายการ Government weekly ในช่วง PM Talk โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินรายการ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ PM 2.5 มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการจราจร การเผาไหม้ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ได้ขอทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้ทันท่วงที โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา มีการออกอนุมัติแผนปฏิบัติการลดฝุ่นละออง ในระดับ 1-4 ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมทั้งได้ขอความมร่วมมือจากหน่วยงานทุกจังหวัด รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ PM 2.5 อย่างใกล้ชิด ดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจำเป็นต้องเตรียมรับมือช่วงอุณหภูมิต่ำ ในเดือนธันวาคม ที่จะถึงนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้”นั้น ว่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หมุนเวียนเงินในระบบ ทั้งผู้ประกอบการ โรงแรม โฮมสเตย์ ร้านค้า OTOP สิ่งสำคัญของโครงการคือสร้างแรงจูงใจในการร่วมมือกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

ซึ่งตนเองได้ติดตามข่าว ช่วงแรก ๆ ของการลงทะเบียนที่ผ่านมาปรากฏว่า มีคนลงทะเบียบวันละล้านคน บางวัน บางคนอาจลงทะเบียนไม่ผ่าน เพราะมีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการตรวจสอบบัตรประชาชน บางคนหน้าไม่ตรงก็ไม่ผ่าน ก็จะเปิดให้ลงใหม่

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ซึ่งในส่วนของมาตรการระยะ 2 ต้องมีการปรับให้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยวัตถุประสงค์ของมาตรการ “ชิมช้อปใช้” คือ การใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อเกิดการใช้จ่ายเงินหมุนเวียนในระบบขึ้นมา เพราะว่า มีคนผลิต มีคนทำ ไม่ว่าในส่วนของร้านค้าประชารัฐ ร้านค้าที่ลงทะเบียน โรงแรม โรงอาหาร โฮมสเตย์ โอทอป และทุกพื้นที่ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า

“โครงการดังกล่าวไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ใคร แต่ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบขึ้นมา เมื่อมีการใช้ก็มีการผลิต และวัตถุดิบก็นำมาใช้ด้วย เงินจำนวน 1,000 บาท ก็ไม่สามารถใช้อะไรได้มากนัก แต่จะเป็นการสร้างแรงจูงใจ แรงกระตุ้นให้คนเหล่านั้นมาใช้”

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังแสดงความห่วงใยความปลอดภัยของประชาชน เรื่องการใช้รถ ใช้ถนน ซึ่งวันนี้สถิติอุบัติเหตุยังสูงอยู่ ทั้งๆที่กฎหมายก็มีอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการเข้มงวดกฎหมายหลาย ๆ พร้อมเน้นเรื่องการขับรถและขับเรือต้องมีใบอนุญาต บางคนไม่มีใบอนุญาต ต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญคือ ภาครัฐ ผู้ประกอบการ พลขับต้องรับผิดชอบและประชาชนก็ต้องช่วยกันดูแล หากเห็นอาการไม่ดีก็อย่าไปใช้บริการ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลแต่เพื่อชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น

อนุทิน ยืนยัน “รัฐบาล” หนุนไม่เอาสารอันตรายต่อสุขภาพ

ประเด็นน่าสนใจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข คือการรักษาปกป้อง เสริมสร้างสุขภาพประชาชน หากมีสิ่งอันตรายมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศ เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องปกป้องและให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด (พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส )

รวมทั้งสารเคมีอื่นๆ ไม่เฉพาะในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการใช้สารเคมีทางการเกษตรเพื่อกำจัดวัชพืชฆ่าแมลง ทำให้ผลผลิตเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น สวยงามมากขึ้น แต่มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และการจำกัดการใช้ก็เพื่อช่วยลดความรุนแรงผลกระทบของสารเคมีต่อร่างกายมนุษย์

ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์และไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา จึงต้องยกเลิกการนำมาใช้ เพื่อไม่ให้มีสารอันตรายต่อสุขภาพในส่วนประกอบของผลผลิตทางเกษตรกรรม โดยต้องมีผลิตภัณฑ์ทดแทนที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพผู้ใช้และผู้บริโภค

นายอนุทิน กล่าวว่า สังคมและประชาชนส่วนใหญ่ เห็นผลเสียของการใช้สารเคมีในทางเกษตรกรรมอย่างชัดเจน ผลเสียไม่ได้เกิดแค่กับเกษตรกรเท่านั้น ประชาชนผู้บริโภคเป็นผู้รับเคราะห์กรรมในปลายน้ำ การสะสมของสารพิษในร่างกายจะทำให้เสียสุขภาพ เสียเงินทองและอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตด้วย

ดังนั้น ประชาชนควรร่วมกันรณรงค์ไม่ให้มีการใช้สารพิษในอาหารที่เรารับประทาน ซึ่งจิตสำนึกของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ใช้สารเคมีในการทำเกษตรกรรมควรตระหนักถึงสุขภาพของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น ต้องเข้าใจว่าสารเคมีมีผลเสียต่อส่วนรวมในวงกว้าง ควรเน้นการปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์

ในส่วนผู้บริโภคขอให้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต ใช้ติดตามข้อมูล วิเคราะห์ว่าสิ่งที่สวยงาม เช่น ผลไม้ดูเปล่งปลั่ง ผักดูน่าทาน เติบโตตามธรรมชาติหรือไม่ มีความสดหรือไม่นั้นได้ผ่านกรรมวิธีกระบวนการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

ผมมีความเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรที่จะทำไม่สำเร็จ สารเคมีอันตรายเป็นเรื่องของส่วนรวม ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง ประเทศก็ไม่สามารถพัฒนาให้เจริญได้ ถือเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องร่วมแก้ไข และหามาตรการให้ประชาชนได้บริโภคอาหารปราศจากสารพิษ มีคุณค่าต่อร่างกาย

ในยุคที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหน้าที่และภารกิจที่จะต้องดูแลเอาใจใส่ สารทุกข์สุขดิบของพี่น้องประชาชน ต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี ได้บริโภคอาหารที่มีประโยชน์และคุณค่า ถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นายอนุทินกล่าว

ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่ร่วมกันต่อต้านการใช้สารเคมีและวัตถุปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนเกิดความสุขและได้บริโภคอาหารอย่างปลอดภัย กำลังใจของประชาชนสำคัญมาก ขอกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่พยายามกำจัดสิ่งที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกาย กล้าต่อสู้ เพื่อนำสิ่งที่ถูกต้องกลับมายังพี่น้องประชาชนทุกคน ให้ได้รับอาหารปลอดภัยและปราศจากสารพิษ

“บิ๊กป้อม” แจงเอาผิด 12 แกนนำฝ่ายค้าน ปมยุยงให้แก้ รธน.

ประเด็นน่าสนใจ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ 12 คน จาก 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ไปร่วมเวที “พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” ว่า

เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายของกองในการรักษาความมั่นคงภาค 4 ส่วนหน้าพิจารณาแล้ว แต่ยังไม่ทราบในรายละเอียด

ส่วนกรณีการฟ้องร้องดังกล่าวจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร ถามกลับว่า

เขาทำผิดหรือไม่ ต้องดูในข้อกฎหมาย พร้อมระบุว่าอยู่ที่คำพูด ส่วนจะมีการเดินสายไปที่ใดก็สามารถไปได้ ไม่ได้ว่าอะไร

เมื่อถามว่า ในเวทีเสวนาการแก้ไขมาตรา 1 เป็นความเห็นของนักวิชาการเพียงคนเดียวจะเหมารวม 7 พรรคเลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เมื่อนั่งอยู่ด้วยกันก็ควรคัดค้านกันบ้างและคงต้องถามนักกฎหมาย โดยคาดว่า น่าจะเป็นการพิจารณาภาพรวมในเวทีวันนั้น แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะกองทัพภาคที่ 4 ยังไม่ได้รายงานมา

ส่วนฝ่ายความมั่นคงจะต้องไปดูเทปย้อนหลัง 2 เวทีที่เชียงใหม่และมหาสารคามก่อนหน้านี้หรือไม่ เพราะลักษณะคล้ายกันกับเวทีที่ภาคใต้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ฝ่ายกฎหมายจะต้องไปดูว่าสิ่งใดผิดหรือไม่ผิด แต่สำหรับเวทีภาคใต้มีความเห็นแล้วว่าผิดกฎหมาย

กอ.รมน. ภาค4 แจ้งจับ แกนนำฝ่ายค้าน ม.116 ยุยงให้แก้ รธน.